Home » ข่าวการศึกษาไทย

Category Archives: ข่าวการศึกษาไทย

เคล็ดลับการเรียนเก่ง ขั้นเทพ ทำได้ทุกคน และเห็นผลทันตา!!

     บางคนสงสัยว่าเรียนก็เรียนเหมือนกัน  แถมบางทียังขยันกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ  แต่ทำไมถึงเรียนไม่เก่งเหมือนเพื่อนบางคน  เราขอแนะนำ เคล็ดลับการเรียนเก่ง ขั้นเทพดีๆ มาบอก

เคล็ดลับการเรียนเก่ง ที่ได้ผลดีที่สุดและนำไปใช้ได้จริง

    เคล็ดลับการเรียนเก่ง ประการแรกที่อยากแนะนำ คือ เชื่อมั่นก่อน เลิกโปรแกรมตัวเองได้แล้วว่าเราเรียนไม่เก่ง  สู้เพื่อนเขาไม่ได้  ลองคิดดูละกันว่าคนเรียนไม่เก่งหลายคนหรือแม้แต่เกเร  สอบตก  สามารถกลายเป็นคนเรียนเก่งได้ภายในเวลาไม่กี่เดือน  ดังนั้นหากเราพยายามเราต้องทำได้  ไม่ว่าใครก็ทำได้!

ดูแลสุขภาพ

      เคล็ดลับการเรียนเก่ง ประการที่สองที่อยากแนะนำ คือ ดูแลสุขภาพ ควรดูแลสุขภาพให้พร้อม  แข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจก่อน  หากแฮปปี้กับตัวเองแล้ว  จะเรียนจะเล่นสุดฤทธิ์แค่ไหนก็พร้อมล่ะ!

กล้าแสดงออก

     เคล็ดลับการเรียนเก่ง ประการที่สามที่อยากแนะนำ คือ กล้าแสดงออก อย่ากลัวๆเคล็ดลับเรียนเก่งขั้นเทพที่ไม่ทำไม่ได้ก็คือ  การถามครูบาอาจารย์เมื่อเกิดความสงสัยหรือไม่มั่นใจในเนื้อหาวิชานั้นๆ  อย่าอายเพราะเป็นสิทธิประโยชน์ของเราเอง  เมื่อถามแล้วเพื่อนๆ ที่ไม่ (กล้า) ถามยังได้ความรู้ตามไปอีกด้วยนะ

แบบฝึกหัด

      เคล็ดลับการเรียนเก่ง ประการที่สี่ที่อยากแนะนำ คือ แบบฝึกหัด ยิ่งฝึกบ่อยๆ เป็นอีกวิธีเรียนเก่งง่ายๆ ที่หลายคนไม่รู้ก็คือการทำแบบฝึกหัดบ่อยๆ ซึ่งช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจ  สร้างความมั่นใจในการเรียนและการสอบได้อีกด้วย  มีให้เลือกมากมายตามร้านหนังสือหรือเว็บไซต์เกี่ยวกับการศึกษาครับ      

ย่อเนื้อหาที่สำคัญ

      เคล็ดลับการเรียนเก่ง ประการที่ห้าที่อยากแนะนำ คือ ย่อเนื้อหาที่สำคัญ ยิ่งย่อยิ่งดี สงสัยไหมว่าเพื่อนบางคนเรียนยังไงให้ได้เกรด 4  เคล็ดลับของเขาก็คือการเสียเวลาสักหน่อยในการทำโน้ตย่อเนื้อหาในวิชาที่สำคัญหรือไม่มั่นใจ  เช่น  คณิต  วิทย์  อังกฤษ  จึงไม่ต้องตะลุยอ่านหนังสือเป็นเล่มๆ ซึ่งเสียเวลามาก

      แนะนำให้ทำโน้ตย่อด้วยภาษาง่ายๆ ที่เป็นตัวเอง  อาจใช้การไฮไลต์ข้อความสำคัญหรือวาดรูประบายสีให้สวยงามด้วยยิ่งดี  เสมือนเป็นคัมภีร์ที่น่าอ่านและน่าหยิบยืมเผื่อแผ่เพื่อนๆ ด้วยครับ 

ช่วยกันแชร์

      เคล็ดลับการเรียนเก่ง ประการที่หกที่อยากแนะนำ คือ ช่วยกันแชร์ วิธีเรียนเก่งง่ายๆ อีกวิธีก็คือ  เมื่ออ่านหนังสือทบทวนหรืออ่านหนังสือติวสอบ  หากอ่านคนเดียวมีแต่จะหลับหรือเลิกกลางคัน  ควรหาเพื่อนร่วมกันอ่านช่วยกันติวเป็นกลุ่มใหญ่ๆ  ผลัดกันถามผลัดกันตอบ  น่าสนุกดีครับ

จัดมุมโปรด

     เคล็ดลับการเรียนเก่ง ประการที่เจ็ดที่อยากแนะนำ คือ จัดมุมโปรด การหามุมดีๆ ในการทบทวนเนื้อหาวิชา  ทำการบ้าน  หรือทำรายงาน  สามารถสร้างสมาธิและความเพลิดเพลินได้ง่ายๆ  เช่น  สวนหลังบ้าน  สวนสาธารณะ  ห้องสมุด  หรือคาเฟ่เงียบๆ

   เคล็ดลับการเรียนเก่ง ประการที่แปดที่อยากแนะนำ คือ การให้รางวัลตัวเอง หรือติดสินบน หมายถึงติดสินบนตัวเองด้วยรางวัลเล็กๆ น้อยๆ  เช่น  เค้กสักชิ้น  เสื้อสวยๆ สักตัว  ปากกาดีๆ สักด้าม  หากขยันขึ้นหรือทำคะแนนได้ดีขึ้น  สิ่งนี้จะช่วยสร้างกำลังใจในการเปลี่ยนตัวเองให้เรียนเก่งได้ต่อไป        

ติดตามข่าวสาร ข้อมูลการศึกษา ได้ที่เว็บไซต์นี้

ปัญหาด้านการเรียน ที่เรียนไม่เข้าใจ หาสาเหตุเพื่อแก้ไขให้เรียนเก่งขึ้น

      ไม่ว่าน้องๆ หนูๆ จะเรียนอยู่ในระดับชั้นใดซึ่งกำลังมี ปัญหาด้านการเรียน ที่ไม่เข้าใจ  หรือแม้แต่พ่อแม่ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานในวัยเรียน  ซึ่งกำลังสืบหาสาเหตุของการเรียนไม่เก่งในบุตรหลานอยู่  เพื่อที่จะช่วยเหลือเขา  เลิกกังวลได้แล้วเพราะเรามีคำตอบมาไขให้กระจ่างครับ

ปัญหาด้านการเรียน

สาเหตุของปัญหาด้านการเรียน หรือสาเหตุที่เรียนไม่รู้เรื่อง 

ปัญหาครอบครัว

     ปัญหาด้านการเรียน ปัญหาสำคัญประการแรกที่ส่งผลในด้านการเรียนของลูก คือ ปัญหาครอบครัว เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้นักเรียนนักศึกษาเรียนไม่เก่ง  เรียนไม่เข้าใจ  เพราะจิตใจเอาแต่จดจ่ออยู่กับปัญหาที่บ้าน  แทนที่จะเป็นการตั้งใจเรียนในสถานศึกษา  อีกทั้งยังกระทบต่อพฤติกรรมและสุขภาพจิตด้วย 

การขาดสมาธิ

     ปัญหาด้านการเรียน ปัญหาสำคัญประการที่สองที่ส่งผลในด้านการเรียนของลูก คือ การขาดสมาธิ หลายคนที่เรียนไม่เก่ง  เรียนไม่เข้าใจ  เป็นเพราะขาดสมาธิในการเรียน  จึงทำให้จดจำเนื้อหาในการเรียนไม่ครบถ้วนหรือเกิดความสับสนได้  จึงต้องหมั่นฝึกสมาธิด้วยวิธีการเหล่านี้  ได้แก่ การนั่งสมาธิ การเดินจงกรม จะช่วยทำให้มีความตั้งใจในการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันให้มากขึ้น 

โดยอาจจะต้องพยายามไม่ทำกิจกรรมหลายอย่างพร้อมกัน  เพื่อจะได้เพ่งสมาธิจดจ่อในกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งนั่นเอง ฝึกอ่านหนังสืออะไรก็ได้ให้จบบทหรือจบเล่มในคราวเดียว ลแะอาจจะกินอาหารบำรุงสมองเป็นประจำ เช่น ปลาทะเลน้ำลึก นม ถั่ว ธัญพืช  ผักใบเขียว ผลไม้ตระกูลเบอร์รี

ยึดติดบางวิชา

     ปัญหาด้านการเรียน ปัญหาสำคัญประการที่สามที่ส่งผลในด้านการเรียนของลูก คือ ยึดติดบางวิชา เชื่อว่าหลายคนมีวิชาในดวงใจ  และมีวิชาที่ไม่อยู่ในหัวใจ  รักชอบวิชาไหนก็ตั้งใจเรียนและทำคะแนนได้ดี  ส่วนวิชาไหนที่ไม่รักไม่ชอบก็พานไม่ตั้งใจเรียนเสียอย่างนั้น  ซึ่งผลกระทบของการไม่ตั้งใจเรียนในบางวิชาจึงทำให้วิชานั้นๆ ได้คะแนนไม่ดีหรือสอบตก  ส่งผลให้ยิ่งฉุดกำลังใจและความมั่นใจที่จะแก้ไขอีกด้วยครับ

ไม่รู้ว่าจะเรียนไปทำไม

     ปัญหาด้านการเรียน ปัญหาสำคัญประการที่สี่ที่ส่งผลในด้านการเรียนของลูก คือ ไม่รู้ว่าจะเรียนไปทำไม หลายคนอาจตั้งคำถามว่าจะเรียนไปทำไม?  เพราะเรียนไปก็ (อาจ) ไม่ได้ใช้ความรู้นั้นๆ เรียนไปก็ออกไปทำงานอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง  จึงเป็นเหตุผลที่ไม่อยากเรียน  ทำให้เรียนไม่เก่ง  เรียนไม่เข้าใจในที่สุด   

   ซึ่งคำตอบที่ว่าเรียนไปทำไมก็คือ  เราเรียนเพื่อขัดเกลาทักษะของตัวเองให้พร้อมเพื่อก้าวสู่สังคมการทำงานและการใช้ชีวิตในวัยผู้ใหญ่ต่อไป  ไม่ว่าจะเป็นทักษะการคิดวิเคราะห์  การตัดสินใจ  การแก้ไขปัญหา  การเข้าสังคม  การเอาตัวรอด  ซึ่งล้วนมาจากเนื้อหาวิชาการที่เรียนในสถานศึกษาทั้งสิ้นครับ 

ติดตามข่าวสาร ข่าวการศึกษาไทย ได้ที่เว็บไซต์นี้

แนะนำข่าวการศึกษาไทย แนวโน้มในเรื่องของการศึกษา คิดอย่างไรกับ การศึกษาของไทยใน ปัจจุบัน

ระบบการศึกษา ที่ไม่ได้บอกถึงความสำเร็จ ที่แท้จริง!!

ระบบการศึกษาไม่ใช่ตัวชี้วัดความเก่ง

จริงหรือเปล่าครับที่หลาย ๆ คนบอกว่าเด็กที่สอบตกนั้นถือว่าเป็นเด็กโง่ และดูท่าทางจะไม่มีอนาคต ตอนเด็กผมก็เคยคิดแบบนั้นเช่นกันการที่สอบได้คะแนนดีจะทำให้อนาคตมันเต็มไปสิ่งที่ประสบความสำเร็จแต่คนที่สอบได้คะแนนไม่ดีก็จะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต

ซึ่งคะแนนสอบของเด็กนักเรียนก็เป็นสิ่งที่หลายคนนั้นใช้วัดคุณค่าในตัวเด็กคนนั้นไปแล้ว อันที่จริงแล้วมันไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาวัดว่าใครมีศักยภาพที่เก่งกว่าใคร

เพราะ ระบบการศึกษา ให้ความสำคัญเพียงแค่ข้อสอบและคะแนนสอบในโรงเรียนเท่านั้น เพื่อนำมาแค่ตัวชี้วัดของการศึกษาด้านทักษะและความรู้ของเหล่านักเรียนทุก ๆ คนเพียงแค่นั้น เพราะว่าพอผมโตขึ้นมาแล้วผมก็ได้รู้ว่าวิชาที่เราได้ในช่วงที่เราอยู่ในโรงเรียนนั้นบางวิชาก็ไม่ได้นำมาใช้ในชีวิตจริง

ระบบการศึกษา

ระบบการศึกษา ที่ต้องเน้นไปที่ประสบการณ์ เพราะมันมีค่ามากกว่าความรู้

มันเป็นเช่นนั้นจริงๆที่ ระบบการศึกษา นั้นมีรูปแบบการศึกษาให้กับนักเรียนทุกๆคนเหมือนกัน ทั้งที่เด็กแต่ละคนมีศักยภาพและความสามารถที่แตกต่างกัน แต่ดันต้องมาเรียนใน ระบบการศึกษา ที่เหมือนกันทำให้บางครั้งเราอาจจะไม่ได้เห็นศักยภาพในตัวเขาและยิ่งไปกว่านั้นมันอาจจะทำให้ตัวของเด็กนักเรียนคนนึงไม่สามารถหาความเป็นตัวของตัวเองได้ว่าตัวเองนั้นชอบอะไร 

ระบบการศึกษา ที่ต้องเน้นไปที่ประสบการณ์
  • ระบบการศึกษา ที่ต้องเน้นไปที่ประสบการณ์

โดยเราต้องมาเปลี่ยน ระบบการศึกษา ที่มันเห็นผลและสามารถประสบความสำเร็จได้จริง เมื่อคืนผมได้ดูคลิปหนึ่งของช่อง Startyourway เป็นช่องที่ให้ความรู้เกี่ยวกับทางด้านการเงินความสามารถของคนแต่ละคน ซึ่งคิดของช่องนี้มีชื่อปกคลิปว่า ลองให้คนที่มีเงินเดือน 30,000 บาทต่อเดือนทำข้อสอบของเด็กป 6 ซึ่งเป็นคลิปเกี่ยวกับการศึกษา  และในคลิปเป็นการนำข้อสอบระดับชั้นป 6 มาให้ผู้ที่ชมคลิปทำทั้งหมด 10 ข้อ  ซึ่งตัวผมก็ทำได้แค่เพียง 4 ข้อจริงๆแล้ว 5 ครับแต่ว่ามั่วไปข้อนึงแล้วดันถูก ผลสรุปก็คือคนที่ทำได้ 9 เต็ม 10 ถือว่าได้เกรด 4  8 เต็ม 10  เกรด 3 7 เต็ม 10  เกรด 2 และ 6 เต็ม 10 ได้เกรด 1 ซึ่งผมก็สอบตกนั่นเอง

ระบบการศึกษาไม่ได้วัดแค่การสอบเท่านั้น
  • ระบบการศึกษา ที่ไม่ได้วัดแค่การสอบเท่านั้น

โดยย้อนกลับไปตั้งแต่ต้นบทความของ ระบบการศึกษา ที่ทุกคนบอกว่าคนที่สอบตกนั้นจะไม่สามารถมีอนาคตได้ คำพูดนี้มันไม่ได้เป็นจริงแต่อย่างใด คนที่สอบตกอาจจะมีทักษะในด้านอื่น ๆ เก่งกว่าคนที่สอบผ่านก็ได้ เพราะประสบการณ์นั้นบางครั้งก็มีค่ามากกว่าความรู้ และความรู้บางความรู้ที่เราได้เรียนจากในห้องเรียนก็ไม่ได้นำไปใช้ในชีวิตจริง 

ระบบการศึกษาที่ไม่ได้วัดแค่เรียนเก่ง
  • ระบบการศึกษา ที่ไม่ได้วัดแค่เรียนเก่ง

เพราะปัจจุบัน ระบบการศึกษา มันแสดงให้เห็นว่าในด้านของการศึกษาบางครั้งเราไม่ได้เก่งทุกอย่าง แต่จะมีบางอย่างที่เราเก่งกว่าคนอื่น เพื่อนผมไม่ใช่เป็นคนที่เรียนเก่ง แต่ทักษะในการซ่อมสิ่งต่าง ๆ นั้นเก่งมากกว่าผมซะอีก และ วิชาบางวิชาที่เราตั้งใจเรียนก็ไม่ได้นำมาใช้ในชีวิตจริง ส่วนวิชาบางวิชาที่เราไม่ได้ตั้งใจเรียนก็กลับนำมาใช้ในชีวิตจริงซะงั้น ประสบการณ์มันก็คงสำคัญพอๆกับความรู้ทางด้านการศึกษานั่นแหละ

ถ้าหากเราเรายังเข้าใจใน ระบบการศึกษา ที่บางคนมีความรู้แต่ไม่มีประสบการณ์มันก็ไม่มีประโยชน์อยู่ถ้าเรามีประสบการณ์แต่ไม่มีความรู้การทำงานในสถานที่ที่เป็นองค์กรใหญ่ๆก็คงจะลำบากมากเช่นกัน บางครั้งผลการเรียนก็ไม่ใช่จุดพิสูจน์ว่าเด็กคนไหนโง่ เพราะบางทีคนที่สอบตกก็มีเงินเดือน 30,000 บาทได้เช่นเดียวกันกับคนที่สอบผ่าน โดย ระบบการศึกษา ที่ไม่สำเร็จ เป็นเพราะการที่เราจะประสบความสำเร็จมันอยู่ที่ตัวเรามากกว่า…..ไม่ใช่ข้อสอบ นั่นเอง

ติดตามข่าวสาร ข้อมูลการศึกษา ได้ที่เว็บไซต์นี้

แนะนำข่าวการศึกษาไทย การเรียนเสริมทักษะ อย่างไรให้เหมาะกับลูกเรา

แนวโน้มในเรื่องของการศึกษา คิดอย่างไรกับ การศึกษาของไทยใน ปัจจุบัน

แนวโน้มในเรื่องของการศึกษา ที่หลายฝ่ายตั้งประเด็นคำถาม ว่าจะมีแนวทางไปในทิศทางใด โดยความคิดในเรื่องของ การศึกษาของไทย ที่ได้รวบรวมมาในวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของความคิดจากนักเรียนและนักศึกษาซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ที่จะทำการปฏิรูปให้ระบบการศึกษาในประเทศไทยนั้นเทียบเท่านานาอารยประเทศ

การศึกษาของไทย

ความคิดเห็นของนักเรียน ในด้านการศึกษาของไทย

การศึกษาของไทย นักเรียนส่วนใหญ่บอกว่า ค่อนข้างกำจัดกรอบในทางความคิดมากจนเกินไป และบางครั้งความเป็นวัฒนธรรมที่สั่งสมมาอย่างยาวนานในเรื่องของการเชื่อฟังอาจารย์ก็เป็นส่วนหนึ่งทำให้นักเรียนนั้นแสดงความคิดเห็นได้ไม่เต็มที่โดยหลักสูตรก็บีบให้นักเรียนต้องทำตามทั้งหมดโดยไม่สามารถคิดอะไรเองได้เลย

ความคิดเห็นของนักเรียน ในด้านการศึกษาของไทย

              การศึกษาของไทย นักเรียนส่วนใหญ่บอกว่า โดยการเรียนปัจจุบันเหมือนให้ ท่องจำมากกว่าที่จะทำความเข้าใจ มันไม่ได้ทำให้เด็กกระตือรือร้นในการเรียนเท่าที่ควร เพราะบางครั้งอาจจะเห็นว่าการข้ามชั้นการศึกษาจาก ม.1 ถึง ม, 2  ถึงจะสอบตก แต่ยังไงก็ตาม ยังสามารถเลื่อนขั้นได้อยู่ดี และนักเรียนก็ไม่มีความกระตือรือร้นในการที่จะเรียนหนังสือ ดังนั้นควรมีการซ้ำชั้นหรือไม่ก็มีอะไรที่ทำให้รู้สึกว่ามันต้องเรียน หรือว่ากระตือรือร้นในการเรียนมากกว่านี้

การศึกษาของไทย ประเด็นต่อมาสำหรับความคิดของนักเรียนที่มองว่าค่อนข้างที่จะ เน้นผลลัพธ์มากกว่ากระบวนการ เช่น สมมุติว่าคิดเลข ถ้าเป็นต่างประเทศ เขาจะเน้นว่าเขาจะคิดยังไง มีวิธีการคิดยังไง แต่ การศึกษาของไทย เน้นคำตอบที่ถูกต้องมากกว่า เมืองไทยเขาวัดคะแนนที่ผลลัพธ์มากเกินไป

การศึกษาของไทย เน้นผลลัพธ์มากกว่ากระบวนการ

จนสุดท้าย การศึกษาของไทย ไม่สามารถครบวงจรในโรงเรียนได้จนเด็กต้องออกมาเรียนพิเศษ เด็กที่วาดรูปเก่งเขาไม่ได้รับการสนับสนุนเลย พ่อแม่ก็พยายามให้ลูกเก่งเลข เก่งวิทย์ บีบบังคับให้เรียนสายวิทย์ ดูเป็นการกำจัดกรอบ จริงๆแล้วเขาอาจจะเก่งอย่างอื่นที่เขาสนใจแต่ไม่ได้โดนสนับสนุน

ในอนาคตอยากให้การศึกษาของไทยเป็นอย่างไร

ประเด็นนี้นักเรียนบอกว่า อยากจะให้อนาคต การศึกษาของไทย ปรับเปลี่ยนหลักสูตรบางเรื่องมันไม่ได้ใช้ น่าจะเป็นสิ่งที่นักเรียนชอบและเป็นสิ่งที่ใช้ในอาชีพ บางวิชามันไม่ได้ใช้เลย เรียนไปก็ไม่มีประโยชน์ อยากให้มีคอร์สแบบค้นพบตัวเองมากกว่า คือให้มีช่วงเวลาของกิจกรรมที่ให้ได้คิดมากขึ้น ได้ทำอะไรที่เป็นการทำงานจริงๆ กิจกรรมจะอยู่ในห้องเรียนหรือนอกห้องเรียนก็ได้ 

สิ่งที่สำคัญคือ ควรปรับหลักสูตร เพราะว่าเด็กแต่ละคนก็มีความสามารถมีความสนใจที่ไม่เหมือนกัน การที่เราคิดให้เขาเรียน เป็นเด็กที่ไม่ชอบแล้ว เอาเวลาไปทำในสิ่งที่มันเป็นช่วงส่งเสริมเขา จะมีแรงบันดาลใจในการเรียนมากกว่าเป็นประโยชน์ต่อตัวเขาและประเทศชาติในอนาคตได้มากกว่า นี่คือความคิดของนักเรียนต่อระบบ การศึกษาของไทย แล้วในฐานะผู้ใหญ่หรือผู้เชี่ยวชาญ คิดอย่างไรกับการศึกษาไทยในปัจจุบัน 

ติดตามข่าวสาร ข่าวการศึกษาไทย ได้ที่เว็บไซต์นี้

แนะนำข่าวการศึกษาไทย การเรียนรู้ใหม่ แบบ New Normal เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

คณิตศาสตร์ในวัยอนุบาล สนุกกับการเรียนรู้ที่หลากหลาย

การเรียน คณิตศาสตร์ในวัยอนุบาล มักจะเริ่มต้นตั้งแต่ตอนที่เรียนเตรียมอนุบาลเลยก็ว่าได้ หรือบางคนพ่อแม่ก็มักจะสอนเมื่อเริ่มพูดแล้ว

โดยเริ่มจากการที่ให้เด็กได้เรียนรู้จำนวนของตัวเลข เริ่มให้จำจากเลขที่มีค่าน้อยสุดไปจนถึงเลขมาก เพื่อให้เด็กไม่เกิดความสับสน ซึ่งการเรียน คณิตศาสตร์ในวัยอนุบาล ในเด็กเล็กนี้ ก็มีวิธีการหลากหลายเพื่อให้เด็กสนใจในการเรียนรู้ แบบไม่น่าเบื่ออีกด้วย

คณิตศาสตร์ในวัยอนุบาล พัฒนาการทางสมองฝึกฝนให้เด็กเรียนรู้ได้เร็ว

ซึ่งวิธีการสอน คณิตศาสตร์ในวัยอนุบาล บางคนก็ต้องข้อสงสัยว่าพวกเขาจะจำได้หรือ แต่ไม่น่าเชื่อเลยว่าเมื่อเด็กเขาได้เรียนรู้เร็ว จะทำให้พัฒนาการของวิชาคณิตศาสตร์ นั้น มีความก้าวหน้ากว่าเด็กที่ไม่ได้เรียนเสียอีก โดยเริ่มต้นจากการให้เขารู้จักค่าของตัวเลขก่อน เริ่มต้นจาก 1 – 3 แล้วค่อย ๆ เพิ่มจำนวนเมื่อเด็กมีความคล่องแคล่วกับตัวเลขที่เราได้สอนไปแล้ว 

คณิตศาสตร์ในวัยอนุบาล พัฒนาการทางสมอง

              นอกจากการเรียนรู้ค่าของตัวเลขแล้ว การนับสิ่งของก็ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะทำให้เด็กรู้กับจำนวนอย่างแท้จริง เพราะการนับสามารถบอกค่าของจำนวนของได้ อย่างตั้งโจทย์ให้เขานับสิ่งของ เช่น เราใส่ไข่ไปในตะกร้าแล้วก็ให้เขานับไข่ว่ามีอยู่กี่ใบ หรือ การนับลูกบอลพร้อมแยกสีว่าแต่ละสีมีกี่ลูก ซึ่งวิธีการนี้ก็ให้เริ่มจากจำนวนที่น้อย ๆ ก่อน ค่อยฝีกเขาจนกว่าจะเข้าใจ แล้วค่อยเลื่อนลำดับขึ้นไป เพื่อไม่ให้เขารู้สึกว่ายากนั้นเอง เมื่อเขามีความรู้สึกว่าฉันทำได้ ก็จะทำให้เขาชอบวิชาคณิตศาสตร์ไปในตัว

คณิตศาสตร์ในวัยอนุบาล ต้องมีพื้นฐานที่ดี

              โดยการเริ่มต้นเรียน คณิตศาสตร์ในวัยอนุบาล นั้น หากลูกของเรามีพื้นฐานที่ดีก็จะช่วยส่งผลไปยังตอนโต เพราะทำให้เขาเรียนรู้ในเรื่อง ของการบวก ลบ คูณ หาร การแบ่งจำนวนได้ง่าย ทำให้ไม่ต้องเหนื่อยกับการเรียนในอนาคต และเมื่อเข้า ป.1 แน่นอนกว่าการเรียนคณิตศาสตร์นั้นจะมีความยากความซับซ้อนเข้าไปอีก ถ้าเขามีความเขาใจตั้งแต่ทีแรกก็จะทำให้เขาสนุกกับการเรียนคณิตศาสตร์ไปเอง    

ติดตามข่าวสาร ข้อมูลการศึกษา ได้ที่เว็บไซต์นี้

แนะนำข่าวการศึกษาไทย การปลูกจิตสำนึกในเด็ก รากฐานสำคัญในวัยเด็ก

การเลือกคณะที่ไม่ใช่ ของเด็กม.6 ส่งผลเสียตามมาทีหลัง

เมื่อเด็กๆถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเรียกสั้นๆว่าน้องม.6 ก็จะต้องมีการสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัย

โดยเด็กหลายคนก็จะมีคณะในดวงใจ สาขาที่ชอบ และมหาวิทยาลัยที่ใฝ่ฝันกัน แต่หลายครั้งที่เรามักจะเห็นว่าเด็กม.6ที่มี การเลือกคณะที่ไม่ใช่ ไม่ถูกใจตนเองหรือเลือกคณะที่ตนเองไม่สามารถเรียนได้ ก็มักจะลงเอยด้วยหลายอย่าง เช่น

การเลือกคณะที่ไม่ใช่

การเลือกคณะที่ไม่ใช่ หรือไม่สามารถเรียนได้จึงต้องมีการวางแผนก่อน

การเลือกคณะที่ไม่ใช่ หรือเป็นการซิ่ว เพราะเมื่อเด็กม.6 ที่เลือกเรียนคณะที่ไม่ชอบหรือไม่สามารถเรียนได้ ทางเลือกที่เด็กส่วนใหญ่เลือกกัน ก็คือ การซิ่ว โดยการซิ่วนั้น คือการหยุดเรียนไปประมาณ 1 ปี เพื่อเตรียมตัวในการสอบเข้าหรือสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยในคณะที่ตนเองใฝ่ฝันในปีถัดไป ซึ่งเป็นผลดีกับตัวของเด็กที่มีการวางแผนการอ่านหนังสือที่ดี ไม่ขี้เกียจ สามารถควบคุมตนเองได้ บังคับตนเองให้อ่านหนังสือตามแผนอยู่สม่ำเสมอ

แต่ การเลือกคณะที่ไม่ใช่ ก็เป็นผลเสียอย่างมากต่อเด็กที่ไม่มีความเป็นระเบียบ ไม่มีการวางแผน ไม่สามารถควบคุมหรือบังคับให้ตนเองทำตามแผนที่วางไว้ได้ สิ่งนี้จะทำให้เด็กๆเสียเวลาไป 1 ปีโดยเปล่าประโยชน์ อีกทั้งการหยุดเรียนไป 1 ปีนั้นอาจจะทำให้เรารู้สึกเคยชินกับการอยู่บ้าน อาจจะทำให้ไม่อยากกลับไปเรียนหนังสืออีกก็ได้

ค่าใช้จ่าย

การเลือกคณะที่ไม่ใช่ ทำให้เกิดผลเสียข้อแรกเลย คือ ค่าใช้จ่าย เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเด็กม.6 มีค่าใช้จ่ายในการสมัครสอบค่อนข้างที่จะเยอะมากๆ อีกทั้งถ้าเด็กๆมี การเลือกคณะที่ไม่ใช่ แล้วลองเข้าไปเรียน จนจะต้องมี การซิ่วออกมาก็จะเสียค่าใช้จ่ายทั้งค่าเทอม ค่าเครื่องแบบนักศึกษา ค่าบำรุงการศึกษาต่างๆ ค่าหอพักนักศึกษา หรือบางคนที่อยู่ไกลบ้านอาจจะต้องใช้ยานพาหนะอีกต่างหาก ถ้าหากเด็กๆซิ่วออกมา ค่าใช้จ่ายทั้งหมดทีเสียไปก็จะไร้ซึ่งประโยชน์ทุกอย่าง

การเลือกคณะที่ไม่ใช่ ทำให้เกิดผลเสียข้อที่สองเลย ก็คือ แรงกดดันจากรอบข้าง การที่เด็กๆได้คณะที่ไม่ใช่หรือไม่ได้ชอบ คนรอบข้างก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้เราลังเลหรือรู้สึกไม่ดีได้ เช่น คนรอบข้างมักจะถามไถ่ว่าทำไมถึงซิ่ว ทำไมถึงเรียนไม่ได้ หรือพ่อแม่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเห็นด้วยกับทางเลือกในการซิ่วหรือหยุดเรียน 1 ปี เพื่อรอสอบคณะที่ชอบในปีถัดไป

โดยสิ่งสำคัญไม่ว่าจะอย่างไร น้องม.6 จะต้องค้นหาสิ่งที่ตนเองชอบและคิดว่ามันใช่สำหรับเราจริงๆ เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาต่างๆตามมาในภายหลัง

ติดตามข่าวสาร ข่าวการศึกษาไทย ได้ที่เว็บไซต์นี้

แนะนำข่าวการศึกษาไทย การซิ่วอยู่บ้าน ที่พ่อแม่กังวลกับลูกมาก

การซิ่วอยู่บ้าน ที่พ่อแม่กังวลกับลูกมาก

นักศึกษาบางคนที่เรียนในคณะหรือสาขานั้น เชื่อว่ามีนักศึกษาจำนวนหนึ่งที่รู้สึกยังไม่ชอบในคณะหรือสาขาที่ตนเองกำลังเรียนอยู่ ซึ่งก็จะมีการแก้ปัญหานี้สองประเภทด้วยกัน คือ เรียนต่อในคณะที่กำลังเรียนอยู่ หรืออีกทางเลือกหนึ่งก็คือ การซิ่วอยู่บ้าน แต่การซิ่วนั้นคนเป็น พ่อแม่กังวลกับลูก ก็มักจะไม่ค่อยเห็นด้วยในการซิ่วอยู่บ้าน ซึ่งมีหลายเหตุผลด้วยกัน

การซิ่วอยู่บ้าน

การซิ่วอยู่บ้าน พ่อแม่กังวลกับลูก

การซิ่วอยู่บ้าน ที่พ่อแม่กังวลกับลูก เพราะกลัวลูกจะขี้เกียจ การที่เราซิ่วอยู่บ้านจะทำให้เรามีเวลาว่างที่เยอะมากๆ จนบางครั้งเราเริ่มรู้สึกขี้เกียจ ไม่อยากอ่านหนังสือ หรืออยากนอน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พ่อแม่หรือผู้ใหญ่ส่วนใหญ่จะกังวลและกลัว เพราะเมื่อเราขี้เกียจ เราจะไม่อ่านหนังสือ และไม่สามารถทำตามแผนที่เราวางไว้ในการเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยในคณะที่หวังไว้

การซิ่วอยู่บ้าน ที่พ่อแม่กลัวลูกขี้เกียจ

โดยต้องมี การวางแผนในการเตรียมตัวเป็นสิ่งสำคัญมากๆ เพราะจะทำให้เราสามารถบรรลุเป้าหมายได้ แต่ถ้าการวางแผนที่ไม่ชัดเจนและไม่รอบคอบมากพอก็จะเป็นผลเสียอย่างมาก อีกทั้งถ้าหากเราเป็นคนที่ชอบผัดวันประกันพรุ่งอีก การวางแผนต่างๆก็ไร้ซึ่งประโยชน์อย่างมาก

การซิ่วอยู่บ้าน ที่พ่อแม่กังวลกับลูก โดย เบื่อในการซิ่วอยู่บ้าน เราก็จะได้เจอแค่สถานที่เดิมๆคือในบ้านหรือหอพัก คนเดิมๆเช่น พ่อแม่ พี่น้อง หรือรูมเมท หรือเจอบรรยากาศที่เราพบเจอเป็นชีวิตประจำวัน ก็ทำให้เรารู้สึกเบื่อหน่ายได้ ซึ่งอาการเบื่อเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากๆ เพราะถ้าหากเราเบื่อเร็ว ในระยะเวลาที่เหลือ1 ปีนั้นก็อาจจะใช้ชีวิตในการเตรียมตัวยากมากขึ้น เนื่องจากการเบื่อ ทำให้เราไม่อยากที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างเลย รู้สึกไม่มี Passion ในการอ่านหนังสือก็ว่าได้

การซิ่วอยู่บ้าน มีผลเสียตามมา

การซิ่วอยู่บ้าน ที่พ่อแม่กังวลกับลูก โดยมี ความกดดันในการซิ่วอยู่บ้าน นั้น มีแรงกดดันที่ค่อนข้างมาก จากคนรอบข้าง เพราะการที่เราหยุดอยู่บ้านในวัยกำลังเรียน หลายคนมักจะให้ความสนใจและมีคำถามมากมายที่ต้องการคำตอบจากเรา เช่น เรียนที่ไหนหรอ?ทำไมไม่ไปเรียน? เรียนคณะอะไร สาขาอะไรถึงอยู่บ้านได้? หรือ ไม่เรียนแล้วหรอ? ซึ่งคำถามเหล่านี้มักจะเป็นสิ่งที่บั่นทอนจิตใจเราอยู่เสมอ

การซิ่วอยู่บ้าน อาจจะมีผลเสียที่หลายคนมองเห็นได้ชัดเจน แต่มันขึ้นอยู่กับตัวเราเองมากกว่าที่เลือกจะคิดและมอง ซึ่งน้องๆที่เลือกการซิ่วอยู่บ้าน พยายามแสดงศักยภาพของตนเองให้เห็นว่า การซิ่วอยู่บ้าน 1 ปีนั้นเป็นประโยชน์ที่สุด

ติดตามข่าวสาร ข้อมูลการศึกษา ที่เรานำมาเสริฟให้คุณได้ที่เว็บไซต์นี้

แนะนำข่าวการศึกษาไทย การเลือกคณะเรียน เพื่อศึกษาต่อในปริญญา มีผลต่ออาชีพเมื่อเรียนจบ

การเลือกคณะเรียน เพื่อศึกษาต่อในปริญญา มีผลต่ออาชีพเมื่อเรียนจบ

การเลือกคณะ เพื่อศึกษา

น้องมัธยมศึกษาปีที่6 หรือสั้นๆว่า “น้องม.6” ที่กำลังจะสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัย ต่างมี การเลือกคณะเรียน หรือสาขาที่ตนเองฝันและอยากเข้าศึกษา แต่น้องๆบางส่วนก็ยังไม่มีคณะที่ตนเองสนใจหรืออยากจะเข้า หรือบางคนก็ยังลังเลในคณะนั้นๆอยู่ ซึ่งเป็นปัญหาเป็นอย่างมาก ทั้งตัวน้องม.6 ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมี การเลือกคณะเรียน ที่เราชอบ แต่ดันสอบไม่ได้ และได้หาที่เรียนโดยสอบเข้าคณะที่ตนเองไม่ได้อยากเรียนหรือสนใจจริงๆ

การเลือกคณะเพื่อศึกษาต่อ

เพราะเมื่อได้เข้าไปเรียนแล้ว กลับรู้สึกว่ามันไม่ใช่หรือไม่สามารถเรียนได้ ก็อาจจะทำให้น้องๆเลือกการซิ่ว เพื่อไปหาคณะอื่นที่เหมาะสมกับเรามากกว่าคณะในปัจจุบัน ทำให้เสียทั้งเวลา เสียค่าใช้จ่ายในการสมัครสอบ การเดินทางไปสอบต่างๆ ค่าเทอม ค่าเครื่องแบบนักศึกษา ค่าหอพัก และค่าอื่นๆอีก

เมื่อเข้าไปเรียนแล้ว กลับรู้สึกว่าไม่ชอบเรียนคณะนี้

ส่งผลเสียในด้านมหาวิทยาลัย เช่น การที่นักศึกษาได้ลาออกหรือซิวออกไปนั้น ทำให้คณะต้องมาพิจารณาถึงสาเหตุในการลาออก เพราะด้วยสาเหตุจากทางคณะหรือมหาวิทยาลัย หรือตัวของเด็กๆเอง ยิ่งถ้าหากคณะนั้นมีอัตราการลาออกหรือซิ่วจำนวนมาก ยิ่งต้องเป็นปัญหาของมหาวิทยาลัยมากด้วยเช่นกัน

การเลือกคณะเพื่อศึกษาต่อที่ จำเป็นต้องเลือกคณะที่ชอบอย่างแท้จริง

โดยเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็น การเลือกคณะเรียน ที่ใช่สำหรับเราจริงๆ บางคนที่เลือกคณะหรือสาขานั้นๆ เพราะตามเพื่อน พ่อแม่บังคับ ครอบครัวอยากให้เรียนในคณะนี้ สังคมกำลังให้ความสนใจกับอาชีพในคณะนี้ เป็นต้น หรือบางคนก็เลือกคณะที่ตนเองฝันไม่ได้ อาจจะด้วยคะแนนสอบไม่ถึงหรือไม่สามารถเลือกได้ แล้วพวกเขาก็ไม่ได้วางแผนในการเลือกคณะอื่นเผื่อไว้

การเลือกคณะเรียน บางคนอาจจะเลือกคณะที่ตนเองสามารถเลือกได้โดยไม่คำนึงว่าตนเองชอบจริงหรือไม่ สามารถเรียนได้หรือเปล่า หรือบางคนก็หยุดเรียนไป 1 ปี เพื่อรอสอบใหม่ในปีถัดไป น้องม.6บางคนที่ยังลังเลอยู่ ก็อาจจะเพราะว่าตอนนี้ยังไม่มีอาชีพในใจหรือใฝ่ฝันเอาไว้ ซึ่งเหตุผลอาจจะด้วยประสบการณ์หรือการพบเจออาชีพนั้นค่อนข้างน้อย ทำให้เด็กๆยังไม่มีอาชีพที่สนใจในอนาคต

การเลือกคณะ ที่ใช่นั้น มีผลต่ออาชีพ

              การเลือกคณะเรียน ที่ใช่นั้น มีผลต่ออาชีพของเราในอนาคต บวกกับเนื้อหาที่จะต้องเรียน สังคมที่จะต้องเจอ จะนำพาให้เราไปในสายอาชีพที่ใกล้เคียงกับคณะหรือสาขาที่เราเรียน

คุณจะได้ติดตาม ข่าวการศึกษาไทย ได้ที่เว็บไซต์นี้

แนะนำข่าวการศึกษาไทย บัณฑิตที่จบใหม่ กับคำถามว่า”มีงานหรือยัง?”

การเรียนเสริมทักษะ อย่างไรให้เหมาะกับลูกเรา

การเรียนเสริมทักษะ ในยุคปัจจุบันนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่หลาย ๆ บ้านมองว่ามันเป็นเรื่องสำคัญที่ขาดไม่ได้เลย เพราะหากลูกของเรามีความสามารถหลากหลาย ตัวเด็กนั้นย่อมได้รับการเป็นที่ยอมรับจากสังคม ไม่ว่าจะได้เปรียบในเรื่องของการสมัครเรียน หรือต่อยอดไปจนถึงอนาคตของพวกเขา เหมือนเป็นการปูทางเดินให้ลูกของเราได้เจอในสิ่งที่ตัวเองชอบด้วย แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เราเลือก ใน การเรียนเสริมทักษะ นั้นจะเหมาะกับลูกของเรา

การเรียนเสริมทักษะ การออกแบบหลักสูตรให้เหมาะสมกับเด็ก

ซึ่ง การเรียนเสริมทักษะ ในสมัยนี้ ยังมีความหลากหลายกว่าแต่ก่อน ไม่ว่าจะเป็นในด้านของ กีฬา ดนตรี การแสดง ทำอาหาร ศิลปะ ภาษา รวมไปถึงด้านเทคโนโลยี ล้วนออกแบบหลักสูตรให้เหมาะสมกับเด็ก ๆ โดยมีตั้งแต่ช่วงอายุวัย 6 เดือน ไปจนถึง 6 ปี หรืออาจจะมากกว่านั้นก็ได้ และการเลือกเรียนเสริมทักษะนั้น ทุกสถาบันเขาก็จะมีให้เราได้ไปทดลองเรียนดู เพื่อจะได้ประเมินในตัวเด็กว่า สามารถที่จะ การเรียนเสริมทักษะ ในด้านนี้ได้ไหม

  นับว่าเป็นเรื่องดีมาก ๆ เพราะจะทำให้เราได้มองในตัวลูกของเราออกว่าเขาชอบอะไร  หรือ ถนัดด้านไหนกันแน่สามารถทำให้เราได้ตัดสินใจได้ถูกต้องนั่นเอง และหากเมื่อเจอในสิ่งที่เขาชอบแล้ว อยากจะแนะนำว่าให้ การเรียนเสริมทักษะ ตัวนั้นอย่างต่อเนื่องไปเลย เพราะยิ่งจะทำให้เขามีความชำนาญและเป็นเร็ว อย่าไปเลือกเรียนหลาย ๆ ด้าน แล้วลงเพียงคอร์สเดียวจบ อาจจะทำให้เขาไม่สามารถที่จะพัฒนาความสามารถได้อย่างต่อเนื่อง

การเรียนเสริมทักษะแล้วได้ผลดี

ถ้าหากเราอยากเห็นลูกของเราเรียนเสริมทักษะแล้วเห็นผล ควรส่งเสริมในด้านที่เขาชอบอย่างจริงจัง เช่นทักษะด้านดนตรี เมื่อเลือกใน การเรียนเสริมทักษะ ในด้านนี้อย่างเปียโน ก็ควรเรียนอย่างต่อเนื่องจนกว่าเขาจะเล่นเป็น สามารถที่จะฟังเสียงคีย์ อ่านตัวโน๊ตพร้อมที่จะเล่นเป็นเพลงได้ และรวมไปถึง การเรียนเสริมทักษะ อื่น ๆ ด้วยเช่นกัน ถึงแม้ว่าทุกอย่างต้องใช้เวลาในการค้นหา แต่รับรองว่าพ่อแม่ทุกคนต้องเจอทักษะที่เหมาะกับสมลูกของเราแน่นอน

ติดตามข่าวสาร ข้อมูลการศึกษา ได้ที่เว็บไซต์นี้

แนะนำข่าวการศึกษาไทย บทเรียนนอกตำรา การเรียนรู้ที่ต้องเผชิญโลกกว้าง

การปลูกจิตสำนึกในเด็ก รากฐานสำคัญในวัยเด็ก

การปลูกจิตสำนึกในเด็ก อยู่ร่วมกับสังคมได้

การปลูกจิตสำนึก ในสมัยนี้นับว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากมาก เพราะด้วยในยุคปัจจุบันมีสิ่งล่อตาล่อใจ ทำให้ขบวนการความคิดบางอย่างอาจจะแยกแยะความว่าผิดถูกไม่เป็น และเมื่อโตขึ้นก็อาจจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในการอยู่ร่วมกับสังคม

หากพ่อแม่อย่างพวกเราละเลยในเรื่องของ การปลูกจิตสำนึกในเด็ก แล้วละก็ รับรองว่าผลที่ตามมานั้นย่อมไม่ดีกับตัวเราและลูกของเราอย่างแน่นอน

การปลูกจิตสำนึกในเด็ก ย่อมมีผลลัพธ์ดีๆเกิดขึ้น

เพราะ การปลูกจิตสำนึกในเด็ก มันจะช่วยให้ลูกของเรา รู้ว่าสิ่งไหนควรทำสิ่งไหนไม่ควรทำ เมื่อเขาได้ไปเจอปัญหาที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่ เขานั่นก็จะใช้สติในการแก้ปัญหามากกว่าการใช้อารมณ์ และผลลัพธ์ที่ตามมาย่อมมีแต่เรื่องดี ๆ เปรียบเหมือนกับการที่เราได้ปลูกผลไม้ เมื่อผลสุกเราก็จะได้ชิมรสชาติที่หอมหวาน การปลูกจิตสำนึก ก็เช่นกัน เมื่อถึงเวลาของมัน เราจะเห็นมันออกมาจากหัวใจของลูกเราเอง

การปลูกจิตสำนึกในเด็ก ย่อมมีผลลัพธ์ดีๆ

              แต่บางคนกลับมองว่า การปลูกจิตสำนึกในเด็ก นั้นไม่ค่อยสำคัญสักเท่าไร เพราะทุกวันนี้ให้ลูกเรียนหนังสือก็เยอะพออยู่แล้ว จึงไม่ได้สนใจกับเรื่องนี้มากนัก และผลลัพธ์ที่ตามมาก็จะแตกต่างกับเด็กที่ได้รับการอมรมบ่มนิสัย อย่างเวลาที่เกิดเรื่องขึ้นมา พวกเขามักจะใช้อารมณ์ในการตัดสินปัญหา ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทกันภายในนครอบครัว และนำพาไปสู่ความแตกแยก เพราะพวกเขาไม่สำนึกในความผิดที่ตัวเองกระทำ มักคิดว่าเป็นฝ่ายถูกเสมอ ซึ่งจะกลายเป็นพ่อแม่นั่นแหละที่จะเป็นทุกข์เสียเอง

การปลูกจิตสำนึกในเด็ก ไม่ใช่เรื่องยาก

              ซึ่ง การปลูกจิตสำนึกในเด็ก มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากอะไรเลย เพียงแค่เริ่มต้นจากตัวเราก่อน ทำตัวอย่างที่ดีให้เขาเห็นพวกเด็ก ๆ เขาก็จะซึมซับเข้าไปทีละเล็กทีละน้อย อาจจะไม่เห็นผลในตอนนี้ แต่เชื่อว่าในภายภาคหน้าถ้าเขามีจิตสำนึกที่ดี รับรองว่าเขาจะไม่ทำให้คุณต้องเสียใจ หรือทำเรื่องราวที่ทำให้พ่อแม่ที่ตนเองรักต้องเป็นทุกข์ เพราะเด็กพวกนี้เขาจะมีความคิดในเชิงบวก มักคิดแต่เรื่องราวดี ๆ และอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างมีความสุข

ติดตาม ข่าวการศึกษาไทย ได้ที่เว็บไซต์นี้

แนะนำข่าวการศึกษาไทย ศาสตร์การเรียนกับโลจิสติกส์ ที่สำคัญกับโลกแห่งอนาคต

Tags

การกล้าแสดงออก การขนส่ง การซิ่วอยู่บ้าน การปลูกจิตสำนึกในเด็ก การวางแผนศึกษาต่อ การวางแผนเก็บเงิน การศึกษาของไทย การเรียน การเรียนจะไม่น่าเบื่อ การเรียนรู้ การเรียนรู้ที่ต้องเผชิญโลกกว้าง การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ การเรียนรู้แบบ New Normal การเรียนออนไลน์ การเรียนเสริมทักษะ การเลือกคณะ การเลือกคณะที่ไม่ใช่ กิจกรรมที่มีความหลากหลาย คณิตศาสตร์ คณิตศาสตร์ในวัยอนุบาล ความคิดเห็นของนักเรียน ความคิดในเชิงบวก คอมพิวเตอร์ คุณครู คุณครูที่เด็กรัก บทเรียนนอกตำรา บัณฑิตที่จบ พ่อแม่กังวลกับลูก มีงานหรือยัง ระดับปริญญา รากฐานในวัยเด็ก วัยเรียน วิชาที่น่าสนใจ วิชาสุดแปลก วิธีค้นหาพรสวรรค์ของเด็ก ศาสตร์การเรียนกับโลจิสติกส์ ศึกษาต่อ หลักสูตร เด็กม.6 เด็กสนุกในการเรียน เทคนิคออมเงิน เทคโนโลยี แรงกดดัน โรคซึมเศร้า โลกแหล่งอนาคต